นาฬิกา

  โปรแกรมทัวร์

  สาระน่ารู้

  เข้าสู่ระบบ
อีเมล์ : 
รหัสผ่าน : 


  รับข่าวสาร
อีเมล์ของคุณ :
 สมัคร    ยกเลิก

  ออนไลน์

  สถิติของเว็บไซต์

  สังคมออนไลน์
  
  

ข้อมูลประเทศเวียดนาม

Viet Nam

 

 

 

ข้อมูลทั่วไป

 

เวียดนามหรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออกมีเนื้อที่ ทั้งหมด331,689 กม.² (ใหญ่เป็นอันดับที่ 65 ของโลก) 128,065 ไมล์² พื่นน้ำ1.3% มีประชากร 86,116,559 (มากเป็นอันดับที่ 12ของโลก) มีลักษณะภูมิอากาศ เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้ ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง (ฝนตกตลอดปี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณ 84 % ตลอดปี มีปริมาณฝน จาก 120 ถึง 300 เซนติเมตร(47 ถึง 118 นิ้ว) และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5°C (41°F) ถึง 37°C (99°F) ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ 2 ตอน คือ ตอนเหนือ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มีที่ราบสูงตอนเหนือของประเทศ และยังเป็นภูมิภาคที่มี เขาฟาน ซี ปัง(Phan Xi Păng)ซึ่งเป็นภูเขาที่สูง 3,143 เมตร (10,312 ฟิต) ตั้งอยู่ในจังหวัดเล่าไค เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีน

 ประวัติศาสตร์ 

อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ในเวียดนามมีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะอารยธรรมยุคหินใหม่ ที่มีหลักฐานคือกลองมโหระทึกสำริด และชุมชนโบราณที่ดงเซิน เขตเมืองแทงหวา ทางใต้ของปากแม่น้ำแดง สันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของชาวเวียดนามโบราณผสมผสานระหว่างชนเผ่ามองโกลอยด์เหนือจากจีนและใต้ ซึ่งเป็นชาวทะเล ดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวแบบนาดำและจับปลา และอยู่กันเป็นเผ่าบันทึกประวัติศาสตร์ยุคหลังของเวียดนามเรียกยุคนี้ว่าอาณาจักรวันลาง มีผู้นำปกครองสืบต่อกันหลายร้อยปีเรียกว่า กษัตริย์หุ่ง แต่ถือเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ เวียดนามเริ่มเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์หลังชนเผ่าถุก จากตอนใต้ของจีนเข้ารุกรานและยึดครองดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำแดง จากนั้นไม่นานจักรพรรดิจิ๋นซ๊ซึ่งเริ่มรวมดินแดนจีนสร้างจักรวรรดิหนึ่งเดียว ได้ยกทัพลงมาและทำลายอาณาจักรของพวกถุกได้ ก่อนผนวกดินแดนลุ่มแม่น้ำแดงทั้งหมด ให้ขึ้นตรงต่อศูนย์กลางการปกครองหนานไห่ ที่เมืองพานอวี่หรือกว่างโจวในมณฑลกวางตุ้งปัจจุบัน หลังสิ้นสุดราชวงศ์ฉิน ข้าหลวงหนานไห่คือจ้าวถัว ประกาศตั้งหนานไห่เป็นอาณาจักรอิสระ ชื่อว่า หนานเยว่ หรือนามเหวียต ในสำเนียงเวียดนามซึ่งเป็นที่มาของชื่อเวียดนามในปัจจุบัน ก่อน กองทัพฮั่นเข้ายึดอาณาจักรนามเหวียด ได้ในปี พ.ศ. 585 และผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจีน ใช้ชื่อว่าเจียวจื้อ ขยายอาณาเขตลงใต้ถึงบริเวณเมืองดานังในปัจจุบัน และส่งข้าหลวงปกครองระดับสูงมาประจำ เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนนำวัฒนธรรมจีนทางด้านต่างๆ ไปเผยเเพร่ที่ดินเเดนเเห่งนี้ พร้อมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทรัพยากรจากชาวพื้นเมืองหรือชาวเวียดนามจนนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนเเรงหลายครั้งเช่น วีรสตรีในนาม ฮายบาจึง ได้นำกองกำลังต่อต้านการปกครองของจีน เเต่ปราชัยในอีก 3 ปีต่อมาและตกเป็นส่วนหนึ่งของจีน นักโทษปัญญาชนชาวจีนนามว่า หลีโบน ร่วมมือกับปัญญาชนชาวเวียดนามร่วมทำการปฏิวัติ ก่อตั้งราชวงค์หลี ขนานนามเเคว้นว่า วันซวน เเต่พ่ายแพ้ในที่สุด การปกครองของจีนในเวียดนามขาดตอนเป็นระยะตามสถานการณ์ในจีนเอง ซึ่งเป็นโอกาสให้ชาวพื้นเมืองในเวียดนามตั้งตนเป็นอิสระ ในช่วงเวลาที่เวียดนามอยู่ใต้การปกครองของราชวงศ์ถาง พุทธศาสนาเริ่มเข้าสู้เวียดนาม เมืองต้าหลอหรือฮานอย เป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์กลางการค้าการเดินทางของชาวจีนและอินเดีย พระสงฆ์และนักบวชในลัทธิเต๋าจากจีนเดินทางเข้ามาอาศัยในดินแดนนี้ ต่อมาราชวงศ์ถางได้เปลี่ยนชื่อเขตปกครองนี้ใหม่ว่า อันหนาน (หรืออันนัม ในสำเนียงเวียดนาม) หลังปราบกบฎชาวพื้นเมืองได้ แต่ถือเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่จีนครอบครองดินแดนแห่งนี้

 วัฒนธรรมและประชากร  

จากการสำรวจในปี พ.ศ.2542ประเทศเวียดนามมีประชากรถึง 80% ที่ถือว่าตนเองไม่มีศาสนา ที่เหลือนั้นนับถือ ลัทธิขงจื้อ เต๋า พุทธมหายาน โรมันคาทอลิก โปรแตสเตนท์ และ อื่นๆ แต่ก็มีชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นชาวจาม ประชากรมีจำนวน 84.23 ล้านคน ความหนาแน่นโดยเฉลี่ย 253 คน : ตารางกิโลเมตร เวียด 80% เขมร 10 %(บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศ)ต่าย 1.9% ไท 1.74% เหมื่อง 1.49% ฮั้ว(จีน) 1.13% นุง 1.12% ม้ง 1.03%

 สภาพภูมิอากาศ 

เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2ครั้ง (ฝนตกตลอดปีได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณ 84 % ตลอดปี มีปริมาณฝน จาก 120 ถึง 300 เซนติเมตร (47 ถึง 118 นิ้ว) และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5°C (41°F) ถึง 37°C (99°F)

 ภาษา 

การสื่อสารใช้ภาษาเวียดนาม ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2463 วงการวิชาการเวียดนามได้ลงประชามติที่จะใช้ตัวอักษรโรมัน (quoc ngu) แทนตัวอักษรจีน (Chu Nom) ในการเขียนภาษาเวียดนาม

 สกุลเงิน 

ด่อง (₫)(VND)เงินตรา/อัตราแลกเปลี่ยน สกุลด่อง (Dong)ประมาณ15,400ด่อง/1ดอลลาร์สหรัฐหรือ ประมาณ 360 ด่อง/1 บาท

ลำดับสมัยต่าง ๆ ของเวียดนาม  

พ.ศ. 1498-1510 ราชวงศ์โง
หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์ถังของจีน นายพลโงเกวี่ยนผู้นำท้องถิ่นในเขตเมืองฮวาลือ ทางใต้ของลุ่มแม่น้ำแดง ขับไล่ชาวจีนได้ เเล้วจึงก่อตั้งราชวงศ์โงเปลี่ยนชื่อประเทศว่า ไดเวียด หลังจากจักรพรรดิสวรรคต อาณาจักรแตกแยกออกเป็น 12 เเคว้น มีผู้นำของตนไม่ขึ้นต่อกัน
  พ.ศ. 1511-1523 ราชวงศ์ดิงห์
ขุนศึกดิงห์โบะหลิง แม่ทัพของราชวงศ์โง สามารถรวบรวม เเคว้นต่างๆเข้าด้วยกัน เปลียนชื่อประเทศเป็นไดโกเวียดเริ่ม สร้างระบบการปกครอง แบบจีนมากกว่ายุคก่อนหน้า และตั้งตนเป็น จักรพรรดิดิงห์เตียน หรือ ดิงห์เตียนหว่าง เสมือนจักรพรรดิจิ๋นซีผู้รวมจีน ถือเป็นการเริ่มใช้ตำแหน่งจักรพรรดิหรือ หว่างเด๋ ในเวียดนามเป็นครั้งแรก
พ.ศ. 1524-1552 ราชวงศ์เตี่ยนเลหรือเลยุคแรก
มเหสีของจักรพรรดิดิงห์โบะหลิง ขับไล่รัชทายาทราชวงศ์ดิงห์ สถาปนาพระสวามีใหม่ขุนศึกเลหว่านเป็นจักรพรรดิเลด่ายแห่ง พยายามสร้างความมั่นคง ด้วยการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับราชวงศ์ซ่งของจีนและปราบปราม กบฎภายในแต่ไม่รอดพ้น การรัฐประหารสมัยนี้พุทธศาสนาและลัทธิเต๋ารุ่งเรืองมากและ ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาในหมู่ชนชั้นสูงมาก
พ.ศ. 1552-1768 ราชวงศ์หลี
หลี กง อ่วนถูกช่วยเหลือโดยพระภิกษุรูปหนึ่ง ให้มีอำนาจในราชสำนัก ฮวาลือ เมื่อขึ้นครองราชย์ ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่ ทังลอง(ฮานอย) ทรงสร้างวัดขึ้น 150 เเห่ง ในปี1070นำระบบการสอบจอหงวนมาใช้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย วันเหมียว ให้ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีขงจื้อ เพื่อ สอบเข้ารับราชการในระบบจอหงวน แต่ขุนนางยังมีจำนวนน้อย ส่วน หนึ่งเป็นเชื้อสายผู้มีอิทธิพลในหัวเมือง ต่อมาทรงพระนามว่า หลีไถโต๋ สมัยหลีเป็นสมัยที่พุทธศาสนามีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองและ สังคมมาก ที่ปรึกษาราชการในบางสมัยเป็นพระสงฆ์ จักรพรรดิราชวงศ์หลีช่วงหลังสร้างวัดขนาดใหญ่ขุ้นหลายแห่ง และ สละราชสมบัติออกผนวช เป็นสาเหตุให้การบริหารราชการเริ่มตกอยู่ ในอำนาจของเครือญาติ พระชายามาจากตระกูลที่มั่งคั่งในหัวเมือง ผู้ปกครององค์สุดท้ายเป็น เด็กหญิงที่ได้รับการตั้งเป็นจักรพรรดินี พระนามว่าหลีเจี่ยว การบริหารราชการตกอยู่ในอำนาจของญาติวงศ์พระชนนีซึ่งเป็นขุนศึก มีกองกำลังทหารอยู่ในมือ เช่นเจิ่นถูโดะ ซึ่งก่อรัฐประหารยึดอำนาจจาก ราชวงศ์หลีในที่สุด 
พ.ศ. 1768-1943 ราชวงศ์เจิ่น
เจิ่นถูโดะ ราชองครักษ์ ญาติของพระชายาจักรพรรดิก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจท่ามกลางสถานการณ์กบฎและการรุกรานจากข้าศึกต่างชาติ จากนั้นได้อภิเษกสมรสกับพระนางเจียว ฮว่าง จักรพรรดินีองศ์สุดท้าย ของราชวงศ์หลี แล้วยกหลานคือ เจิ่นแก๋งขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของ ราชวงศ์เจิ่น สมัยเจิ่นเวียดนามต้องเผชิญกับศึกสงครามโดยตลอด ที่ร้ายแรงที่สุดคือการรุกรานจากพวกมองโกลและจัมปา สมัยเจิ่นเริ่มให้ความสำคัญกับอารยธรรมจีนมากกว่ายุคก่อนหน้าโดย เฉพาะด้านภูมิปัญญาและอักษรศาสตร์ รวมถึงการบริหารราชการแบบ จีน ในสมัยนี้มีการประมวลพงศาวดารชาติเป็นครั้งแรก ชื่อว่า ด่าย เหวียตสือกี๋ หรือ บันทึกประวัติศาสตร์มหาอาณาจักรเวียด โดยราช บัณฑิต เลวันฮึว นอกจากนี้ยังเริ่มมีการประดิษฐ์อักษรของเวียดนาม ที่เรยกว่า อักษรโนม ขึ้นเป็นครั้งแรก
พ.ศ. 1943-1971 ราชวงศ์โห่
โห่กุ๋ยหลี ญาติของพระชายาจักรพรรดิราชวงศ์เจิ่น สร้างฐานอำนาจของตนด้วยการเป็นแม่ทัพทำศึกกับพวกจามทางใต้ ต่อมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากจักรพรรดิราชวงศ์เจิ่นและพยายาม กำจัดเชื้อสายราชวงศ์ที่หลงเหลืออยู่ จากนั้นขึ้นครองราชย์ ตั้งทายาท ของตนเป็นจักรพรรดิต่อมา ราชนิกูลราชวงศ์เจิ่นได้ขอความช่วยเหลือ ไปยังจีน ทำให้จีนส่งกองทัพเข้ามาล้มล้างราชวงศ์โห่ แต่สุดท้ายก็ไม่ มอบอำนาจให้แก่ราชวงศ์เจิ่น และยึดครองเวียดนามแทนที่ การกู้เอกราช และก่อตั้งราชวงศ์เล (ยุคหลัง)พ.ศ. 1971-2331 พ.ศ. 1961 เล่เหล่ย ชาวเมืองแทงหวา ทางใต้ของฮานอย ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งตนขึ้น เป็นผู้นำ ประกาศขับไล่จีนออกจากเวียดนาม กองกำลังของเลเหล่ยเริ่มโจมตีกองทหารจีนที่ประจำอยู่ในเวียดนามจน ถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำแดงและเมืองฮานอย การรบดำเนินไปโดยที่จีนไม่ สามารถปราบปรามกองกำลังของเลเหล่ ได้ ในที่สุดกองทัพใหญ่ของจีนก็แตกพ่าย จีนและเลเหล่ยสงบศึก ฝ่ายจีนยินยอมถอนทัพไปจากเวียดนามซึ่งอาบน้ำยาอยู่ในโลงแก้วเพื่อ ให้ผู้คนที่เข้ามาชมได้รู้จักผู้นำที่มีความ แข็งแกร่ง ทั้งที่นี่เป็นการกระทำ ซึ่งขัดต่อความต้องการของโฮจิมินห์ เพราะท่านต้องการให้เผาร่างเมื่อ ตายลง สำหรับห้องนี้ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูป วีดีโอ โทรศัพท์ หรือ กระเป๋าทุกชนิดเข้าไปโดยเด็ดขาด
พ.ศ. 1971 เลเหล่ย
เลเหล่ยตั้งราชนิกูลราชวงศ์เจิ่นเจิ่นกาวขึ้นสืบทอดราชวงศ์เจิ่นระยะ หนึ่งก่อนปลดออกจากตำแหน่ง แล้วขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ใหม่สถาปนาราชวงศ์เลขึ้นใน ที่สุดมีราชธานีที่ฮานอยหรือทังลอง และราชธานีอีกแห่งคือที่เมืองแทงหวาหรือ ราชธานีตะวันตก ซึ่งเป็น ถิ่นฐานเดิม ของเลเหล่ยและตระกูลเล ต่อมาเลเหล่ยได้รับการถวายพระนามว่าเล ไถโต๋ราชวงศ์เลช่วงแรกเป็น ช่วงสร้างความมั่นคงและฟื้นฟูประเทศในทุกด้านโดยเฉพาะในสมัยเล ไถโต๋หรือเลเหล่ยอาทิการ สร้างระบบราชการจัดสอบคัดเลือกขุนนางแบ่งเขตการปกครองใหม่ฟื้น ฟูการเกษตร รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนทำให้เวียดนามเข้า สู่ยุคสงบสุขปลอด จากสงครามอีกครั้ง หลังสมัยเลเหล่ยเริ่มเกิดความขัดแย้งระหว่างขุนนาง พลเรือนกับบรรดา ขุนศึกที่ร่วมทัพกับเลเหล่ย ในการสู้รบกับจีนและทายาทขุนศึกที่ ได้รับสถานะภาพพิเศษเสมอราชน แบ่งพวก ในหมู่ข้าราชสำนัก นำไปสู่การรัฐประหารครั้งแรก ของราชวงศ์เลในพ.ศ.2002มีการประหารพระชนนีและจักรพรรดิขณะนั้น อย่างไรก็ตามราชนิกูล

 

ผู้นำรัฐประหาร องค์ชายงีเซิน ขึ้นครองราชย์ได้เพียง 8เดือนก็ถูกกลุ่มขุนศึกปลดและสังหาร ไปในที่สุดและหันไปสนับสนุนให้ราชนิกูลอีกพระองค์หนึ่งมาเป็นจักรพรรดิแทนต่อมาคือจักรพรรดิเลแถงตง (พ.ศ.2003-2040) รัชกาลจักรพรรดิเลแถงตงถือว่ายาวนานและรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเวียดนามมี การปฏิรูปประเทศหลายด้านโดยยึดรูปแบบจีนมากกว่าเดิมทั้งระบบการสอบรับราชการที่จัดสอบครบสาม ระดับตั้งแต่อำเภอจนถึงราชธานี จำนวนขุนนางเพิ่มขึ้นทวีคูณและทำให้ระบบราชการขยายตัวมากกว่ายุคสมัยก่อนหน้า นอกจากนั้นยังมีการ ประมวลกฎหมายใหม่ที่เรียกว่า ก๊วกเจี่ยวหิ่งหลวต หรือประมวลหลักอาญาของชาติ หรือเรียกกันทั่วไปว่า ประมวลกฎหมายโห่งดึ๊ก ตามชื่อ รัชสมัยของพระองค์แบบจีน ซึ่ง คัดสรรหลักกฎหมายตามแบบจีนสมัยราชวงศ์ถาง ซ่งและหมิงส่วนหนึ่งแต่เพิ่มเสริมด้วยเนื้อหาที่สอดคล้อง กับสภาพของเวียดนาม นอกจาก นั้นยังมีการประมวลประวัติศาสตร์ชาติเสริมต่อจากงานเดิม ได้ชื่อใหม่ว่า ด่ายเหวียตสือกี๋ตว่านทือ หรือบัน ทึกประวัติศาสตร์มหาอาณาจักร เวียดฉบับสมบูรณ์ จักรพรรดิเลแถงตงทรงแสดงพระองค์เป็นผู้นำที่มีเมตตาต่อประชาชนมีพระปรีชาทางภูมิ ปัญญาทรงยึดมั่นคำสอนของ สำนักขงจื๊อและต้องการสร้างประเทศให้เป็นสังคมอุดมคติ คือสงบสุขมั่นคง เป็นผู้นำอารยธรรมประชาชนมีการศึกษาและมีคุณธรรมพระองค์ ทรงสร้างเวียดนามให้เป็นมหาอำนาจและเป็นศูนย์กลางด้วยการทำสงครามกับเพื่อนบ้านที่มักขัดแย้งกับเวียด นามคือจัมปาและลาว อิทธิพล ของเวียดนามรับรู้ไปจนถึงหัวเมืองเผ่าไทในจีนตอนใต้และล้านนา หลังรัชกาลนี้ราชวงศ์เลเริ่มประสบปัญหา ความขัดแย้งในหมู่ขุนนาง เชื้อ พระวงศ์ ปัญหาเศรษฐกิจจนที่สุดก็ถูกรัฐประหารโดยขุนศึกหมักดังซุง ในพ.ศ. 2071 เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์เล หลบหนีด้วยการช่วยเหลือของ ขุนศึกตระกูลเหงวียนและจิ่งที่มีอิทธิพลในราชสำนักมาแต่แรกเข้าไปหลบซ่อนบริเวณชายแดนติดต่อกับลาว และต่อมาจึงกลับเข้ามาย้ายราช สำนักไปอยู่ที่เมืองแทงหวา ราชวงศ์เลเริ่มการฟื้นฟูกอบกู้อำนาจคืนโดยมีแม่ทัพเป็นคนตระกูลเหงวียนและจิ่ง ทำสงครามกับราชวงศ์หมัก จนถึง พ.ศ. 2136 จึงสามารถยึดเมืองทังลองคืนได้และฟื้นฟูราชวงศ์เลปกครองเวียดนามต่อไป ยุคแตกแยกเหนือ-ใต้ หลังการฟื้นฟูราชวงศ์เลขึ้นได้ ขุนศึกตระกูลจิ่งตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการและบีบให้ขุนศึกตระกูลเหงวียนไปปกครองเขตชายแดนใต้บริเวณ เมืองด่งเหยลงไปถึงบริเวณเมือง ดานังในปัจจุบัน ขุนศึกตระกูลจิ่งตั้งตนเป็น เจ้าสืบตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในตระกูลของตนเองขุนศึกตระกูลเหงวียนจึงประกาศไม่ยอมรับการ ปกครองของตระกูลจิ่งจนเกิดสงครามครั้งใหม่ต่อมาอีกหลายสิบปี เวียดนามแบ่งแยกเป็นสองส่วน ส่วนเหนืออยู่ในการปกครองของราชวงศ์์เล และเจ้าตระกูลจิ่ง มีศูนย์กลางที่ทังลอง ส่วนใต้ตระกูลเหงวียนปกครอง มีศุนย์กลางที่เมืองฝูซวนหรือเว้ ในปัจจุบัน

 

 

 

 

 


POWERED BY CHAIYO READY WEB
LEADER IN READY TEMPLATE SERVICE